วันนี้เราอยากจะเรียนรู้เรื่องของคอมพิวเตอร์บ้างอะไรบ้าง
เล่นมันมาตั้งนมนานละ ไม่เคยใส่ใจว่ามันมีมานานเท่าไหร่แล้ว
เพิ่งจะรู้ว่า มันแบ่งเป็น ยุคๆ ด้วย (โชว์โง่ตลอดๆ = =")
 
แต่ที่สงสัยมากกว่านั้นก็คือ..
ทำไมแป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์ มันไม่เรียง กขค. ไปเลยล่ะ ??
  วันนี้เราจะเอาข้อมูลทั้งหมดมาเขียนเอนทรี่นี้ ให้หายสงสัยไปเลย !!
 
...................................
 
 
คอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 5 ยุค คือ
 
1. ยุคหลอดสุญญากาศ
2. ยุคทรานซิสเตอร์
3. ยุควงรตรวม หรือยุคไอซี
4. ยุควิแอลเอสไอ
5. ยุคเครือข่าย
 
มาไล่เรียงกันเลยดีกว่า ว่าแต่ละยุคมันแตกต่าง และพัฒนาขึ้นมาอย่างไร
 
Tubes from a 1950s Comupter
 
ยุคที่ 1 ยุคหลอดสุญญากาศ (First Generation)

ยุคนี้เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1944 หรือประมาณปี พ.ศ. 2494-2502
เทคโนโลยี ที่ใช้สร้างคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ คือการใช้หลอดสุญญากาศ และวงจรไฟฟ้า
ซึ่งต้องใช้พลังความร้อนในขณะทำงานสู
 
ดังนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ จึงมีขนาดใหญ่
และต้องใช้เครื่องปรับอากาศมาช่วยในการระบายความร้อน
นอกจากนั้น ยังมีการใช้เทปกระดาษ หรือบัตรเจาะรูในการรับส่งข้อมูล
 
สำหรับปัญหาที่เกิดในยุคนี้ จะเป็นปัญหาในด้านการบำรุงรักษา
และการซ่อมแซมเครื่อง เพื่อให้เครื่องสามารถทำงานได้
นอกจากนั้น การใช้คำสั่งในการสั่งงานก็ค่อนข้างยาก
เพราะสวนมากแล้ว ในการทำงานต้องสั่งงานโดยใช้ภาษาเครื่อง (Machine Language)
ซึ่งจะถือเป็นภาษาระดับต่ำ รหัสคำสั่งต่างๆ จะจดจำค่อนข้างยาก
 
การใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นงานทางด้านวิทยาศาสตร์
และคณิตศาสตร์ ส่วนงานทางด้านธุรกิจมีการเริ่มใช้ในยุคนี้เช่นกัน แต่มีการใช้ที่ค่อนข้างน้อย
 
Diodes and Transistors
 
ยุคที่ 2 ยุคทรานซิสเตอร์ (Second Generation)
 
 ยุคนี้เริ่มในปี ค.ศ. 1957 หรือประมาณปี พ.ศ. 2502-2507
ในยุคนี้มีการใช้ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ซึ่งเป็น
ภาษาที่ใช้คำย่อเป็นคำแทนรหัสตัวเลข

และมีการริเริ่มนำเอาทรานซิสเตอร์ (Transistor)
และไดโอด (Diodes) มาใช้แทนหลอดสูญญากาศ
 
ซึ่งมีขนาดเล็ก มีราคาถูกลง และทำงานได้เร็วขึ้น
ขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์จึงเล็กลงตามไปด้วย
ในการทำงานจะใช้วงแหวนแม่เหล็ก สำหรับเก็บข้อมูล
และใช้เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กเป็นสื่อในการรับส่งข้อมูล
 
นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มอุปกรณ์ ในการรับข้อมูล
และอุปกรณ์ในการแสดงผลลัพธ์อีกมากมาย
มีการใช้เครื่องพิมพ์ จานแม่เหล็ก บัตรเจาะรู จอภาพ
และแป้นพิมพ์เป็นเครื่องปลายทาง
ในยุคนี้ได้เปลี่ยนจากการสั่งงานด้วยภาษาเครื่อง เป็นการใช้สัญลักษณ์แทน
จึงทำให้การสั่งงานง่ายขึ้น และมีภาษาระดับสูงบางภาษา ที่เกิดขึ้นในยุคนี้เช่นกัน
 
Semiconductor Chip ในปี ค.ศ. 1965-1970
 
ยุคที่ 3 ยุควงจรรวม หรือยุคไอซี (Third Generation)
 
ยุคไอซี (IC หรือ Integrated Circuits)
เริ่มในปี ค.ศ. 1965 หรือประมาณปี พ.ศ. 2507-2512
ในยุคนี้มีการนำเอาวงจรผนึกมาใช้แทนทรานซิสเตอร์
ทำให้คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดเล็กลงไปอีก
ความเร็วก็สูงขึ้น ราคาลดลง และกินไฟน้อย 
 
นอกจากนี้ การพัฒนาโปรแกรม ก็กว้างขวางขึ้น
และมีการเริ่มใช้ภาษาระดับสูงมาช่วยในการเขียนโปรแกรม
จึงมีหลายบริษัทเริ่มผลิตโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้ในการทำงาน
 
The LSI-11 microprocessor - 1975
 
ยุคที่ 4 ยุคแอลเอสไอ (Fourth Generation)

ยุคแอลเอสไส (LSI = Large Scale Integration Circuit)
 เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 หรือประมาณปี พ.ศ. 2513-ปัจจุบัน
 
มีการนำเอาแผงวงจรรวมมาใช้แทนวงจรผนึก
และมีการปรับปรุงอุปกรณ์อื่นๆ ให้มีความสามารถสูงขึ้น
จึงทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้น
 
นอกจากนั้น ยังมีการเปลี่ยนหน่วยความจำ
จากวงแหวนแม่เหล็ก มาเป็นหน่วยความจำสารกึ่งตัวนำ
 
และในปี พ.ศ. 2518 มีการสร้างเป็วงจรรวม ที่มีขนาดใหญ่
มารวมในแผ่นซิลิกรอนขนาดเล็กเรียกว่า 
วงจรวีแอลเอสไอ (Very Large Scale Integrated circuit : VLSI)
 ป็นวงจรรวม ที่สามารถนำทรานซิสเตอร์จำนวนล้านตัวมารวมกัน
อยู่ในแผ่นซิลิกอนขนาดเล็ก และผลิตเป็นหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์
ที่ซับซ้อนเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ (microprocessor)
ทำให้มีการสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง (Minicomputer)
และขนาดเล็ก (Microcomputer) ขึ้นมาขาย
เพื่อความเหมาะสมในการใช้งานในแต่ละประเภท
 
ในยุคนี้มีประชาชนสนใจคอมพิวเตอร์มากขึ้น
ทำให้มีการใช้อย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ครูอาจารย์ นายแพทย์ นักธุรกิจ เป็นต้น
 
รูปนี้ไม่เกี่ยวกับคอมฯ ยุคที่ 5 นะคะ แค่อยากเอาลงให้รู้ว่าคอมฯ มันจะไฮเทคขึ้นเรื่อยๆ แล้ว >.<
 
ยุคที่ 5 ยุคเครือข่าย (Fifth Generation)
 
เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น
โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่างๆ เข้าไว้ในเครื่อง
สามารถเรียกค้น และดึงความรู้ ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เกิดประโยชน์
 คอมพิวเตอร์ยุคนี้ เป็นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI หรือ Artificial Intelligence)
ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น
และประเทศในทวีปยุโรป กำลังสนใจค้นคว้า และพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง
 
ENIAC
 
ENIAC เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก !!
 ENIAC เป็นคำย่อของ Electronics Numerical Integrator and Computer 
โดย จอห์น ดับลิว มอชลีย์ (John W. Mauchly)
และ เจ เพรสเพอร์ เอคเกิรต (J. Prespern Eckert)
ได้รับทุนอุดหนุนจากกองทัพสหรัฐอเมริกา
ในการสร้างเครื่องคำนวณ ENIAC เมื่อปี ค.ศ. 1946 นับว่าเป็น
"เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลก หรือคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก"
 

ทำไมตัวอักษรในแป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์ ถึงไม่เรียงตาม กขค. !!
 
การเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนี้
ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้)
 
 
ที่เรียกอย่างนี้ ก็เพราะเรียกตามการอ่านอักษร 6 ตัวแรก (เมื่อนับจากซ้ายมาขวา)
ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกัน
 
เหตุผลที่มันไม่เรียงตาม กขค. หรือ ABC. ก็ต้องย้อนไปดูกันค่ะ
 
เครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆ แป้นพิมพ์ก็เรียงตามลำดับตัวอักษร ค่ะ
แต่เมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องแคล่ว หรือพิมพ์เร็ว
เวลาพิมพ์ จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่เสมอ
 
ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธมโชลส์ วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกา
ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรก
และได้รับสิทธิบัตรในปี 1868
จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่
ด้วยการแยกตัวอักษร ที่มักใช้มาผสมเป็นคำร่วมกันบ่อยๆ
ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์ เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีด พิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิม
จะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก
 
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกๆ ผู้คนยังไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนัก
ทำให้ โชลส์ ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าว
ให้กับทางบริษัท เรมิงตันอาร์ม คอมพานี (Remington Arms Company)
ในปี 1973 ซึ่งปรากฏว่า หลังจากที่ทางเรมิงตัน ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่าย
ความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดนี้ กลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
 
แป้นพิมพ์แบบ DVORAK
 
ในเวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ
ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อย ก็อย่างเช่น แบบ DVORAK
เคยมีการบอกกล่าวกันว่า การเรียงในรูปแบบนี้ จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้น
จนทางห้างร้าน และบริษัทหลายแห่ง นิยมกันอยู่พักหนึ่ง
 
แต่ว่าในปี 1956 ทาง General Services Administration
ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ
ที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น แก่หน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ
ได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ
และก็พบว่า.. การจัดแบบ QWERTY นั้น
ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับ หรือมากกว่าแบบ DVORAK
ผลลัพธ์ดังกล่าว ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป
 
 
หลายคนเลยอาจจะคิดว่า..
ในปัจจุบัน เราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้ว
ดังนั้น ปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกัน ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีกต่อไป
แล้วทำไมเราจึงไม่กลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนเมื่อก่อน ??
 
ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้ก็คือ เราคุ้นเคย และเคยชินกับแบบ QWERTY
จนไม่อยากกลับไปเสียเวลา เริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว
 
สำหรับแป้นพิมพ์ภาษาไทย ก็ให้เหตุผลเดียวกันค่ะ
 
 
 
 
 
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพนะคะ

Comment

Comment:

Tweet

#3 By (61.91.146.66|61.91.146.66) on 2015-07-10 11:19

wink wink wink surprised smile embarrassed embarrassed tongue tongue tongue confused smile confused smile angry smile tongue question cry cry cry

#2 By (180.183.67.154|180.183.67.154) on 2015-06-18 09:13

ในอนาคตต่อไปจะเป็นยังไงน้าาา big smile big smile Hot! Hot!

#1 By 40reborn on 2012-06-01 00:11