ผู้หญิงทุกคนบนโลกใบนี้คงต้องมีสิ่งๆ นึง
ที่คู่กับตัวเรา มาเยี่ยมเยียนกันทุกๆ เดือน ใช่มั้ยคะ
 
เป็นเพราะมันมาทุกๆ เดือนรึเปล่า ถึงเรียกว่าประจำเดือน
(อันนี้จขบ. เข้าใจแบบนั้นนะคะ ^^")
 
เด็กผู้หญิงๆ วัยใสทั้งหลายที่เพิ่งจะเป็นสาวก็คงจะกังวลไม่น้อย
ในการเตรียมรับมือกับเจ้าสิ่งนี้
 
แม้กระทั่ง รุ่นคุณแม่ของพวกเราเอง ที่คงจะสนิทสนมกับมันไม่น้อย
เพราะเห็นกันมาเนิ่นนาน ก็ยังต้องรับมือเช่นกัน เมื่อมันจะไม่มาหาอีกแล้ว >.<"
 
 
ช่วงเวลาที่มันเริ่มมาทำความรู้จัก
จนกระทั่งเป็นเพื่อนที่มาหาสู่กันทุกเดือน
และในวันที่มันจะไม่มาอีกต่อไป
 
ระหว่างช่วงเวลาระหว่างนั้น ช่างหลายปีดีดักนัก
ที่เราผ่านความกังวลไปพร้อมๆ กัน = ="
 
เราจะรับมือกับมันยังไงดี เพื่อความสัมพันธ์อันดี
มันจะได้ไม่ทำร้ายเราให้เจ็บปวดดดด ~~~ >.<"!!
 
 
ผู้ใหญ่อย่างเราคงทราบดีเกี่ยวกับกลไกของร่างกาย
เกี่ยวกับการขยายเผ่าพันธุ์มนุษย์ (จขบ.ไม่ได้ลามกนะคะ ^^")
 
แต่เหล่าเด็กสาวบางส่วนก็อาจจะยังไม่รู้
เพราะอาจยังเรียนไม่ถึงเรื่องนี้ จขบ.จะขอรีรันใหม่นะคะ
 
(จขบ.ไม่ได้ลามกจริงๆ นะคะ เดี๋ยวนี้ ป.6 ม.ต้น ก็มีประจำเดือนกันแล้ว
แต่กว่าจะเรียนชีววิทยาเรื่องการตกไข่ การสืบพันธ์ มันก็ตั้ง ม.ปลายน้าา
จขบ.ได้เรียนตอนนั้น แต่ไม่รู้ว่า ตอนนี้เปลี่ยนไปรึยัง ถ้าเยอะไป ก็ขอโทษนะคะ >.<")
 
 
ในเรื่องของการขยายเผ่าพันธุ์ 
เพศชายมี "อัณฑะ" ไว้เพื่อการสร้าง "สเปิร์ม"
ในขณะที่เพศหญิงมี "ไข่" ไว้เพื่อการสร้าง "รังไข่"
 
โดยปกติแล้ว .. ผู้หญิงจะมีการตกไข่ เดือนละหนึ่งครั้ง
หมายความว่า "ไข่" จะหลุดออกมาจาก "รังไข่"
แล้วเดินทางตาม "ท่อนำไข่" มาปรากฎที่ "มดลูก"
 
ซึ่ง ถ้าหากว่า.. ในช่วงดังกล่าว มีเพศสัมพันธุ์เกิดขึ้น !!
"สเปิร์ม" ก็จะวิ่งเข้าไปใน "มดลูก" เพื่อผสมกับ "ไข่"
ทำให้เกิดเป็นตัวอ่อนขึ้น จากนั้นมันจะเจริญเติบโตเป็นทารกในครรภ์ในที่สุด
 
 
ต่อมาค่ะ ต่อมา ..
ฮอร์โมนของเพศหญิง จะมีสารซึ่งเรียกว่า Estrogen (เอสโตรเจน)
และ Progesterone (โปรเจสเตอโรน)
มันจะหลั่งออกมา เพื่อทำให้ "ผนังของมดลูก" หนาตัวขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อรอรับการฝังตัวของ "ไข่" ที่ได้รับการผสมกับ "สเปิร์ม"
เพื่อให้ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิขึ้นมา สามารถเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ 
 
 
แต่ถ้าหาก "ไข่" ไม่ได้รับการผสมจาก "สเปิร์ม" !!
ระดับของฮอร์โมนจะลดลง ทำให้ "เยื่อบุมดลูก" ไม่สามารถคงสภาพอยู่ได้
 
ทำให้เกิดการหลุดลอกตัวของ "เยื่อบุมดลูก"
"การลอกตัวของมดลูก" << นี่เองที่กลายมาเป็น "เลือดประจำเดือน" !!
 
ซึ่งในทุกๆ เดือน หาก "ไข่" ที่ตกไม่ได้รับการผสมกับ "สเปิร์ม"
มันก็จะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน
 
ดังนั้น ประจำเดือนที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เลือดเสียแต่อย่างใด
แต่เป็นเยื่อบุมดลูกที่ร่างกายของผู้หญิงสร้างขึ้นมา
เพื่อรองรับการฝังตัวของ "ไข่" เพียงแต่ไม่ได้รับการผสมจาก "สเปิร์ม" นั่นเอง  
 

 
ตอนนี้ก็ได้ทราบความเป็นมาเป็นไปของประจำเดือนแล้ว 
แต่ถ้าเรียกประจำเดือน แล้วมันไม่มาเป็นเดือนล่ะ ?? หรือถ้ามันมาก่อนล่ะ >,<"
 
ตามปกติแล้วควรจะมาอย่างสม่ำเสมอทุกๆ เดือน
แต่ที่ "ประจำเดือนเลื่อน" ไม่มาตามกำหนด (ทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์)
สาเหตุที่พบบ่อยสุด คงจะเป็นเพราะ ภาวะความเครียด !!
มีความวิตกกังวล เช่น เตรียมตัวสอบ ทะเลาะกับแฟน
มีปัญหาเรื่องการทำงาน หรือมีความขัดแย้งต่างๆ
 
 
สิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดภาวะจิตใจไม่ปกติ
ส่งผลทำให้ฮอร์โมนมีความผิดปกติไปด้วย
ประจำเดือนจึงเลื่อนออกไป โดยที่มิได้ตั้งครรภ์แต่อย่างใด
 
หากเมื่อความเครียดทุเลาเบาบางลง ประจำเดือนก็จะมาในที่สุด 
 ไม่ต้องไปรับประทานยาขับประจำเดือนแต่อย่างใด 
 
แต่ที่อาจจะเป็นปัญหา คือ บางคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว
แต่แยกไม่ได้ว่าเป็นเพราะตั้งครรภ์หรือเปล่า ??
แบบนี้ต้องอาจจะต้องไปซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์ ตามร้านขายยา
หรือหากต้องการความมั่นใจก็ไปพบแพทย์ให้ตรวจอย่างละเอียดจะดีที่สุด
เพราะบางทีอาจมีสาเหตุอื่นๆ ก็ได้
 

อ่าว -*- แล้วบางคนที่มีประจำเดือนทุก 2-3 เดือน แบบนี้เป็นประจำล่ะ ??

กรณีนี้ คือ ต่างจากผู้หญิงทั่วไป
แต่ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับตัวเขาเองที่ไม่เหมือนคนอื่น
แต่คนที่มีประจำเดือนทิ้งระยะห่างนานแบบนี้ มักจะตั้งครรภ์ยาก !! 
 
 
แล้วปริมาณของประจำเดือนที่มาแต่ละครั้งล่ะ มีส่วนเกี่ยวอะไรด้วยรึเปล่า ??
 
หากประจำเดือนมามากๆ ในแต่ละครั้ง
อาจทำให้เกิดปัญหาเลือดน้อย หรือ "โลหิตจาง" หรือ "ซีด" ได้นั่นเอง
 
ผลที่ตามมาคือ ขาดธาตุเหล็ก !!
เนื่องจาก.. ในเม็ดเลือดแดง ประกอบด้วย "ฮีโมโกลบิน"
ที่ประกอบด้วย "ฮีม" กับโปรตีนที่ชื่อ "โกลบิน"
 
ซึ่ง "ฮีม" นั้นมีส่วนประกอบสำคัญคือ "ธาตุเหล็ก"
ทำหน้าที่จับกับออกซิเจน เพื่อนำไปส่งยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย
 
วิธีการแก้ไขนั้นต้องแก้ไขทั้งสองทาง
คือเพิ่มปริมาณของเลือดแดง โดยรับประทาน "ธาตุเหล็ก" เสริมเข้าไป
ทางที่สองคือ ต้องแก้ไขประจำเดือนที่มามากกว่าปกติ
โดยการไปปรึกษาสูติ-นรีแพทย์ 
 
 
ประจำเดือนไม่ได้มีสีแดงสดเสมอไป!!
 
บางคนมีประจำเดือนออกมาเป็นสีน้ำตาล หรือสีดำคล้ำ
ก็อาจเป็นกังวล กลัวว่าจะเป็น "เลือดเสีย" หรือมีปัญหาข้างในมดลูกรึเปล่า
แต่แท้จริงแล้ว ประจำเดือนสีน้ำตาล หรือสีดำคล้ำ
ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด
 
การที่เลือดประจำเดือนเปลี่ยนเป็นสีคล้ำขึ้น
อาจเป็นเพราะไปติดค้างอยู่ในช่องคลอดเป็นเวลานาน
ซึ่งส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นตอนประจำเดือนเริ่มมาใหม่ๆ ช่วงวันแรกๆ
หรือช่วงที่ประจำเดือนใกล้จะหมด
เลือดประจำเดือนที่ออกมามักจะมีน้อย
และค่อยๆ ไหลซึมออกมาช้าๆ ทำให้เกิดการติดค้างอยู่ในช่องคลอดเป็นเวลานาน
 
เนื่องจาก เลือดสีคล้ำเป็นเลือดที่ออกมานานแล้ว
และเกิดปฏิกิริยาแข็งตัวขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นสีดังกล่าว
 
ด้วยความที่ช่องคลอดอยู่ตรงกลางระหว่างท่อปัสสาวะกับทวารหนัก
พอมีประจำเดือนออกมา หลายคนก็เข้าใจว่าเป็นการขับถ่ายของเสียออกมาเช่นกัน
 
รู้อย่างนี้แล้ว
หากคราวหน้าพบว่ามีประจำเดือนสีน้ำตาล หรือสีดำคล้ำ มากกว่าปกติ
ก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ
เพราะสีประจำเดือนที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
ไม่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ และก็ไม่ได้เป็นโรคภัยใดๆ ทั้งสิ้น
 
.................................
 
 
 
 
 
เด็กสาวคนไหนที่เพิ่งจะมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก
ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแล้วนะคะ
 
เค้าบอกว่า ประจำเดือนเป็นสัญญาณของความสาว
เป็นช่วงแรกแย้ม ความสาวผลิบานค่ะ ^^
 
 
การมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก
นอกจากจะเป็นสัญญานบอกถึงการก้าวย่างเข้าสู่วัยสาวแล้ว
ยังหมายถึงว่า..
ผู้หญิงคนนั้นสามารถตั้งท้อง หรือมีลูกได้
เมื่อได้รับเชื้ออสุจิ หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วย !!
 
ปกติเด็กผู้หญิงจะมีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 11 - 15 ปี
ประจำเดือนก็คือสิ่งที่ร่างกายไม่ได้ใช้งานแล้ว
(ไม่ถือว่าเป็นเลือดเสีย แค่เป็นเลือดที่ร่างกายไม่ใช้งานแล้วเท่านั้นเอง)

อาจเรียกว่า "เลือดประจำเดือน" ก็ได้ค่ะ
จะเกิดขึ้นเดือนละครั้ง และไหลออกมาทางช่องคลอด
ซึ่งเป็นคนละช่อง กับท่อปัสสาวะ
 
ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีประจำเดือนทุก 28 วัน
หรือคลาดเคลื่อนไม่มากกว่า ก็น้อยกว่า 7 วัน และมักจะมี ครั้งละ 3-7 วัน

สำหรับอาการต่างๆ อาจจะต้องเรียนรู้กันไปแล้วล่ะค่ะ
เพราะแต่ละคนมีอาการไม่เหมือนกันเลย
 
 
อย่างจขบ.ถือว่าโชคดีนะ ที่ไม่เป็นอะไรเลย
แต่บางคนเห็นปวดท้อง แบบว่าปวดมากๆ เลยทีเดียว
จขบ.ก็ยังคิดอยู่ว่า ที่เค้าบอกว่าปวดประจำเดือนกัน นี่อาการเป็นยังไง ?? >.<"
 
 
งั้นเรามาดูกันค่ะ ^_^
v
v
v
 
 
กลุ่มของอาการก่อนมีประจำเดือน !!
 
อาการที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ก่อนการมีประจำเดือน 1-2 สัปดาห์
ซึ่งเป็นช่วงหลัง "ไข่" ตก
 
อาการที่พบบ่อยทางร่างกาย เช่น ..
 
ปวดท้อง ปวดเมื่อยหลัง ปวดศีรษะ
อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น !! (ไม่น้าาา !! >,<")
เต้านมโตขึ้น รู้สึกตึง เจ็บ (กรณีนี้ หลายคนอาจชอบค่ะ ฮี่ๆๆ >.<)
ความรู้สึกอยากรับประทานอาหารเพิ่มขึ้น ท้องอืด ถ่ายเหลว มีสิว
(ที่กล่าวมานี่ จขบ.ก็เป็นบางอาการนะเนี่ย *-*)
 
 
 
และมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม จิตใจ และอารมณ์ด้วย เช่น ..
 
หงุดหงิด โกรธง่าย อารมณ์ตึงเครียด [-*-]
วิตกกังวล หลงลืม ขาดความสนใจ ไม่มีสมาธิ = ="
รู้สึกโศกเศร้า นอนไม่หลับ !!
 
 
อาการต่างๆ เหล่านี้จะลดลง และหายไป
หลังจากมีประจำเดือนในวันที่ 1-4 (จริงหรอ -//-)
 
 
สาเหตุที่แน่ชัดนั้นอธิบายได้ยาก !!
แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง
และความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่างๆ ในรอบประจำเดือน
 
โดยเฉพาะโปรเจสเตอโรน ที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะหลังไข่ตก
จากการศึกษาพบว่า.. สตรีที่มีอาการก่อนมีประจำเดือน
จะมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน สูงกว่า สตรีที่ไม่มีอาการก่อนมีประจำเดือน !!
 
หญิงสาวประมาณร้อยละ 75-80
มีอาการก่อนมีประจำเดือนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างร่วมกัน
ความรุนแรงอาจเป็นเล็กน้อย ปานกลาง หรือรุนแรง
จนมีผลกระทบต่อสุขภาพ และชีวิตประจำวันได้
เช่น ปวดท้องรุนแรงเป็นประจำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยหลัง
ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ต้องหยุดงาน ต่างๆ นานา บลาๆๆ ~~
 
 
แต่ที่จขบ.พบเห็นบ่อยสุด คงจะเป็นอาการปวดท้องประจำเดือน
เพราะจขบ.เองก็ไม่เคยปวดท้องประจำเดือน
เลยไม่ทราบจริงๆ ว่ามันปวดแบบไหนกัน >.<"
 
 
ค้นคว้าดูเลยรู้ว่า..
 
อาการปวดท้องน้อย จะเกิดขึ้นในระหว่างที่เริ่มมีประจำเดือนถึง 8-48 ชั่วโมง
เนื่องมาจากร่างกายมีการหลั่งสาร prostaglandin (โพรสตาแกลนดิน) ออกมา
 

ทำให้เกิดการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก
หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงมดลูก มีการหดเกร็ง
รวมทั้งมีอาการปวดเมื่อยหลัง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายอุจจาระเหลว ปวดศีรษะ ง่วงนอน
คล้ายจะเป็นลม ความสนใจต่อสิ่งต่างๆ ลดลง
 
บางรายงานการศึกษาเชื่อว่า ..
สาวๆ ในวัยรุ่นจะไม่สบาย เพราะอาการปวดประจำเดือน
มากกว่าที่จะไม่สบาย จากกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน !!

แต่สาวๆ ในวัยผู้ใหญ่ หรือวัยใกล้หมดประจำเดือน
จะไม่สบาย เพราะกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน
มากกว่าสาวๆ ในวัยรุ่น
 
การปวดประจำเดือน สำหรับสาวๆ ส่วนใหญ่จะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ
ไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหาสุขภาพ และไม่แสวงหาการตรวจรักษา
เพียงแต่ใช้วิธีในการบรรเทาอาการไปในแต่ละเดือน
 
เช่น การนอนพักผ่อน การรับประทานยาแก้ปวด
การประคบร้อน มักจะปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานเกือบ 10 ปี หรือมากกว่า
ถึงจะไปรับการตรวจรักษา ซึ่งปัจจุบันมีแนวทางในการตรวจวินิจฉัย
และให้การรักษากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน
โดยการใช้ยาต่างๆ และสารอาหารที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินบี
 
(หมายความว่าจริงๆ แล้วมันต้องไปตรวจใช่มั้ยอ่าา =///=")
 
 
 
งั้นมาดูวิธีการบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนกันค่ะ
 
สาวๆ ส่วนใหญ่ ใช้ยาในการบรรเทาอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน
หรือระหว่างที่มีประจำเดือน
 
ซึ่งเป็นการใช้ยาเอง ยาที่ใช้ ได้แก่ ..
paracetamol (พาราเซตอมอล), Diclofenac (ไดโคลฟีแนค),
ibuprofen (ไอบูโปรเฟน),  (มีเฟนามิก แอซิด), buscopan (บุสโคพาน)
 
ยาเหล่านี้เป็นยาในกลุ่มยาระงับปวด หรือกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ Steroid (สเตียรอยด์)
ช่วยบรรเทาอาการปวด เนื่องจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูกได้
และมันจะไปยับยั้งการสร้างสาร prostaglandin (โพรสตาแกลนดิน)
 
ส่วนวิธีอื่นๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ ก็อย่างเช่น..
การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบท้อง การดื่มน้ำอุ่น
การนวดด้วยตนเอง การออกกำลังกายแบบแอโรบิค โยคะ
หรือ นอนพัก วิธีดังกล่าว เป็นวิธีที่สาวๆ ส่วนใหญ่นิยมใช้
เพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน 
 
.................................
 
 
 
เมื่อรู้ตัวว่าในช่วงมีประจำเดือน อารมณ์จะไม่มั่นคง
เพราะฉะนั้น ในช่วงนี้จึงไม่ควรคิดมาก
หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ นะคะ
มิเช่นนั้นจะทำให้ผิดพลาดได้
 
ถ้าสาวๆ รู้สึกหงุดหงิดมาก ก็ควรพักผ่อนให้มากๆ ด้วยค่ะ
 
หรือจะหากิจกรรมที่ชอบทำ เช่น ฟังเพลงเบา ๆ
อ่านหนังสืออ่านเล่น เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือจะแหกปากร้องเพลง 
ถ่ายรูปสวยๆ รอบตัว เดินห้างเข้ามาร์เก็ต
หาหนังมาดูที่บ้านให้สบายใจ ก็เป็นหลายๆ ทางเลือกค่ะ
 



 
การทำเช่นนี้ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง กับคนใกล้ชิดลงได้
และเราเองก็ไม่ต้องทำอะไรลงไป เพราะความหงุดหงิด
แล้วต้องมานั่งเสียใจในภายหลังด้วยค่ะ
 
.................................
 
 

จบเรื่องสาวๆ ประเด็นนี้ไว้แค่นี้ก่อนนะคะ
ถ้ามีโอกาสจขบ.จะเอาข้อมูลเสริมความสวย และจัดการกับปัญหาสิวๆ
ทั้งหลายในช่วงวันมามากมาแบ่งปันอีกค่ะ ^^
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณข้อมูลสุขภาพ และรูปภาพนะคะ

Comment

Comment:

Tweet

สาระหนักจัดเต็มHot! Hot! Hot!
Hot! Hot! Hot!
ชอบบล็อกนี้มากๆเพราะข้อมูลเป๊ะ มาตามอ่านทุกตอนเลยค่ะopen-mounthed smile

#1 By Kanya on 2012-05-27 05:06