วันนี้จขบ. อยากนำเสนอเรื่องราวของ "น้ำ" ค่ะ
บ้านเราเพิ่งจะผ่านอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ไป
หลายคนคงจะขยาดน้องน้ำกันไปเลยทีเดียว = ="
 
 
แต่ น้ำ มีความสำคัญมากมาย หลายคนคงรู้ดีใช่มั้ยคะ
แต่หลายคนนั้น อาจจะลืมไปว่ามันสำคัญ
และอาจปฏิบัติไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการให้ความสำคัญของมัน ต่อร่างกายของเราค่ะ
 
 
จขบ. เลยขอยึดเอนทรี่นี้
เพื่อแบ่งปันความรู้ที่ใครๆ ก็รู้ (เพียงแต่ลืมให้ความสำคัญเท่านั้นเอง >.<) ค่ะ
 
 
แม้แต่โลกของเรานั้นก็ยังมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากที่สุด
ปกคลุม 71% บนพื้นผิวโลก !!!
ทั้งในสถานะของเหลว ของแข็ง (ที่เรียกว่าน้ำแข็ง) และสถานะแก๊ส (ที่เรียกว่าไอน้ำ)
 
 
เราหาน้ำบริสุทธิ์ได้ยาก !!
เพราะน้ำทั่วไปมีก๊าซ เกลือ และสารอื่นๆ ละลายปนอยู่
ส่วนมากที่พบคือ ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ โซเดียมคลอไรด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฯ
น้ำจากแหล่งต่างๆ จึงมีสี กลิ่น และรสต่างกันไป ~~
 
 
ปกติแล้ว มนุษย์ และสัตว์ได้พัฒนาประสาทสัมผัส
เพื่อแยกแยะน้ำที่ดื่มได้ และดื่มไม่ได้ !!
 
 
ยกตัวอย่างเช่น สัตว์บกส่วนมากจะไม่ดื่มน้ำทะเล ที่มีรสเค็ม
และน้ำในบึง ที่มีกลิ่นเน่าเหม็น
แต่จะชอบน้ำบริสุทธิ์ที่มาจากน้ำพุ หรือทางน้ำใต้ดิน ^^
 
 
ร่างกายมนุษย์เราเอง ก็ประกอบด้วยน้ำมากถึง 70 % !!!
สมองของเรามีน้ำถึง 80%
เลือดมีน้ำ 90%
รวมถึงเซลล์ต่างๆ มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 75% !!
 

 
น้ำเป็นองค์ประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ ในร่างกาย
และในการทำงานของเซลล์ต่างๆ จำเป็นต้องใช้น้ำ !!
 

 
ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับแต่ละวัน
เฉลี่ยประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร
 
ในภาวะปกติ // ปริมาณน้ำในร่างกาย จะมีค่าคงที่ ==
 
ทั้งนี้เพราะว่า.. ร่างกายเราขับน้ำออกจากร่างกาย
ในปริมาณที่เท่ากันกับที่ได้รับในแต่ละวัน !~
 


ปริมาณน้ำที่ร่างกายเราได้รับส่วนใหญ่มาจาก.. ระบบทางเดินอาหาร
ส่วนปริมาณน้ำที่ขับออกนอกร่างกายส่วนใหญ่ถูกขับออกทาง.. ปัสสาวะ !!
 
ร่างกายของคนเรา รับน้ำเข้ามาสู่ร่างกายได้หลายทางค่ะ
เราบริโภคอาหารประเภทพืชผัก ผลไม้สด
ซึ่งมีองค์ประกอบของน้ำ แต่เราก็ยังจำเป็นต้องดื่มน้ำ
เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่มากพอต่อความต้องการของร่างกาย
 

 
เนื่องจากในชีวิตประจำวันของเรา
เราสูญเสียผ่านทางผิวหนัง การขับถ่าย การหายใจ
และนอกจากนี้เมื่อเราออกกำลังกาย
หรือในภาวะอากาศร้อน ร่างกายก็จะสูญเสียน้ำมากขึ้น !!++
 
 
ภาวะที่บ่งบอกว่า.. ร่างกายเราขาดน้ำ
สังเกตได้ว่าปากจะแห้ง ~!!
นอกจากนี้ยังทำให้ หน้ามืด !!
เวียนศีรษะ ปวดหัว #~!
กล้ามเนื้อหดเกร็ง ตะคริว >,<~!#
ซึมเศร้า หงุดหงิด เบื่ออาหาร >=.=<"
 

 
ซึ่งอาการเหล่านี้ เป็นสัญญาณเตือน ที่บ่งบอกว่า..
ขณะนี้เซลล์ในร่างกายเรา กำลังขาดน้ำ !!
 
สำหรับคนโตอย่างเรา ควรบริโภคน้ำวันละประมาณ 2-3 ลิตร
หรือ 8 แก้วต่อวัน !!
 
 
ทั้งนี้.. ปริมาณดังกล่าวแปรผันตามปัจจัยหลายๆ อย่าง
ได้แก่ น้ำหนักตัว ขนาดร่างกาย
อุณหภูมิภายนอก ความชื้น
การออกกกำลังกาย และกิจกรรมที่ทำ
 

 
นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว..
เครื่องดื่มบางประเภท เช่น ชา กาแฟ
น้ำอัดลมที่ผสมคาเฟอีน เบียร์ ไวน์
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
 

 
สามารถทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้นได้อีกด้วย
และทำให้ความต้องการน้ำมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำก่อน และหลังอาหารประมาณ 15-20 นาทีนะคะ ^_^
 
คนเราอาจจะอดอาหารได้เป็นเวลาหลายๆ วัน
แต่หากเราอดน้ำ 4-5 วัน เราอาจเสียชีวิตได้
 เพราะ น้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกายเราค่ะ ^^
 
..................................................
 
 

 
มารู้จักน้ำที่เราดื่มกัน ให้ดีกว่านี้เถอะค่ะ >.<~
 
 
เริ่มที่.. น้ำประปาค่ะ
ปัจจุบันน้ำประปามีความสะอาดมากกว่าในอดีตมากๆ
เพราะมีสารคลอรีนที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียอยู่
แต่สารคลอรีนนี้ ถ้าหากมีการโดนความร้อน หรือผ่านการต้ม
ก็จะเกิดสารพิษที่ชื่อ ไตรฮาโลมีเทน (TRIHALOMETHANES-THM)
ที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น มะเร็งลำไส้, ความจำเสื่อม, ความดันโลหิต และโลหิตจาง เป็นต้น
(ง่ะ !~ แอบน่ากลัวแฮะ ><")
 

 
 
ต่อมาค่ะ น้ำ RO (รีเวอร์สออสโมซิส)
เป็นน้ำกลั่นบริสุทธิ์ ที่มีความสะอาด และบริสุทธิ์มากๆ
ผ่านการกรองจนได้น้ำที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารต่างๆ เลย
แม้แต่เกลือแร่ที่อยู่ในน้ำก็โดนกรองไปด้วย o_O!!
ฉะนั้น น้ำ RO จึงเป็นน้ำที่เหมาะกับอุตสาหกรรม
มากกว่าที่คนเราจะดื่ม เพราะคนเราต้องการเกลือแร่มาบำรุงร่างกาย >.<"
 
 
มาที่ น้ำดื่มอัลคไลค์ Alkaline Water (น้ำด่าง) ค่ะ
จขบ. เคยได้ยินผ่านๆ มาบ้างนะคะ จะมาดีเทลรายละเอียดวันนี้ล่ะ ^.^
 
น้ำดื่มอัลคไลค์ คือน้ำดื่มที่มีสภาพความเป็นด่าง
มีแร่ธาตุสารอาหาร ที่ร่างกายต้องการ
ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียม โซเดียม แมกนี่เซียม และโปรแทสเซียม ผสมอยู่ในน้ำด้วย  
แต่จะต้องไม่มีแร่ธาตุจำพวกโลหะหนักผสมอยู่
น้ำอัลคไลค์ ควรจะต้องมีโมเลกุลขนาดเล็ก
เพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้งานในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
และชำระล้างของเสียออกจากร่างกายได้สะดวกยิ่งขึ้น 
หรือที่เรานิยมเรียกกันว่า.. การทำดีท็อคร่างกาย นั่นเอง!!
(ตรงกันข้ามกับน้ำ RO เลยนะเนี่ยย ~!!)
 
 
..................................................
 

 
ต่อมาคือ น้ำแร่
ได้ยินมานักต่อนัก มันดียังไงมาดูกันค่ะ >.<
จขบ. จะขอเน้นลงดีเทลของน้ำแร่อย่างลำเอียงเลยนะคะ 5555
 
 
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า..
 น้ำแร่มี 2 ชนิด คือ แบบที่มีแร่ธาตุน้อย และแบบที่มีแร่ธาตุมาก
ทางการกำหนดว่า.. จะต้องมาจากแหล่งธรรมชาติจริงๆ 
 เช่น น้ำพุธรรมชาติ น้ำพุร้อน และต้องไม่เอาแร่มาเติมใส่เอง
พูดง่ายๆ ว่าถ้าผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ
หรืออัดแก๊สเข้าไปก็ต้องระบุไว้ในฉลากด้วย !!
 
 
ในน้ำแร่จะมีแร่ธาตุหลักๆ อยู่ 5 ชนิด
คือ แคลเซียม เกลือ (โซเดียม) แมกนีเซียม โพแทสเซียม และกำมะถัน
 การดื่มน้ำแร่ก็คล้ายกับกินดินโป่ง o_O!!
เพราะแร่ธาตุในน้ำแร่ นั้นมาจากดิน
น้ำแร่จึงเหมือนกับยาน้ำบำรุงแร่ธาตุจากธรรมชาตินั่นเอง..
 

 
ราคาของน้ำแร่ จะแตกต่างกันมากหรือน้อยนั้น
ขึ้นอยู่กับแหล่งผลิต และต้นทุนในการขนส่ง
บางยี่ห้อเป็นน้ำแร่ฝรั่งเศส เยอรมนี
พวกนี้จะแพงเพราะค่าขนส่ง และภาษีขาเข้า
 
แต่น้ำแร่ที่ผลิตในประเทศไทย
ไม่มีต้นทุนอะไรมากนอกจากค่าขวด กับค่าโฆษณา
จึงมีราคาถูกกว่า เว้นแต่มีการเช่าสัมปทานแหล่งน้ำพุแร่ธรรมชาติ
ผู้ผลิตก็จะบวกราคาเพิ่มขึ้นไปด้วย !!
 
บ่อน้ำแร่ที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยมีหลายแห่ง
เช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี ระนอง เป็นต้น
สำหรับน้ำแร่บรรจุขวดที่ขายในเมืองไทย
ส่วนมากสั่งมาจากประเทศฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม
 
 
นพ.กฤษดา กล่าวอีกว่า น้ำแร่นั้นมีประโยชน์
ร่างกายเราต้องการแร่ธาตุมาเลี้ยงตัวเอง
แต่ปกติธาตุพวกนี้ก็ได้จากอาหารมากอยู่แล้ว !!
 
ได้แก่ >> แคลเซียม ที่พบมากในกะปิ เต้าหู้ งาดำ
 
>> เกลือโซเดียม แมกนีเซียม พบใน ผักใบเขียวจัด
 
>> โพแทสเซียม พบในกล้วย ส้ม
 
>> กำมะถัน พบใน กระเทียม หัวหอม ขึ้นฉ่าย ทุเรียน ^.^~
 
Tofu
 
Greens Sandwich
 
Cereal Banana
 
Cake Durian

 
ดังนั้น !! ถ้าถามว่า จำเป็นที่คนต้องกินน้ำแร่หรือไม่ ??
ก็ตอบได้ว่า..
ที่จริงแล้วจะกินก็ได้ หรือไม่กินก็ไม่เสียหายอะไร = =
เพราะแร่ธาตุนั้นเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการน้อย แต่ขาดไม่ได้