ลาย-สือ-ไทย

posted on 14 May 2012 00:11 by numkhingzz directory Knowledge
ลายสือไทย หรือ ภาษาไทย
ใครๆ ที่เป็นคนไทยก็คงรู้กันดีค่ะว่า พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น !!
แต่มีกี่คนที่รู้ว่า กว่าจะมาเป็นภาษาไทยนั้นเริ่มมาอย่างไร ??
 
 
 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์ลายสือไทย หรือตัวหนังสือไทยขึ้น
เมื่อมหาศักราช 1205 (พุทธศักราช 1826)
 
โดยทรงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัด และอักษรไทยเดิม ซึ่งดัดแปลงมาจากอักษรมอญ
แล้วคิดอักษรไทยขึ้นใหม่ ให้มีสระ และวรรณยุกต์ ให้พอใช้ได้กับภาษาไทย
และทรงเรียกอักษรดังกล่าวว่า.. "ลายสือไทย"
 
 
เริ่มต้นเมื่อ.... >>
 
ราว พ.ศ. 400 ไทยได้อพยพจากถิ่นเดิมมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ใกล้อาณาเขตมอญ 
ซึ่งกำลังเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น
 
เริ่มแรกคงเริ่มเลียนแบบตัวอักษรมาจากมอญ
ต่อมาราว พ.ศ. 1500 เมื่อขอมขยายอำนาจเข้ามาในดินแดนของคนไทย
ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำยม และได้ปกครองเมืองเชลียงและเมืองสุโขทัย 
ไทยก็เริ่มดัดแปลงอักษรที่มีอยู่เดิม ให้คล้ายกับอักษรขอมหวัด
 
อักษรมอญ และอักษรขอม ที่เรานำมาดัดแปลงใช้นั้น ล้วนแปลงรูปมาจากอักษรในกลุ่มอักษรพราหมี 
ของพวกพราหมณ์ ซึ่งรับแบบมาจาก "อักษรฟินิเชีย" อีกชั้นหนึ่ง
อักษรเฟนีเซียนับได้ว่าเป็นอักษรที่เก่าแก่ที่สุด !!
และเป็นแม่แบบตัวอักษรของชาติต่างๆ ทั้งในเอเชีย และยุโรป o_O !!
 
ในราว พ.ศ. 1826 
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยที่เรียกกันว่า "ลายสือไทย" ขึ้น
ซึ่งได้เค้ารูปจาก อักษรอินเดียฝ่ายใต้ รวมทั้งอักษรมอญ และเขมรที่มีอยู่เดิม
(ซึ่งต่างก็ถ่ายแบบมาจากอักษรอินเดียฝ่ายใต้ทั้งสิ้น)
ทำให้อักษรไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับอักษรทั้งสาม
แม้บางตัวจะไม่คล้ายกัน แต่ก็สามารถรู้ได้ว่าดัดแปลงมาจากอักษรตัวไหน
 
 
อักษรไทยมีการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ ...
ในสมัยพญาฦๅไทราว พ.ศ. 1900
มีการแก้ไขตัวอักษรให้ผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย
โดยเฉพาะการเพิ่มเชิงที่ตัว "ญ" ซึ่งใช้ติดต่อเรื่อยมาจนทุกวันนี้
คาดว่าน่าจะเอาอย่างมาจากเขมร
 
ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราว พ.ศ. 2223
ตัวอักษรเริ่มมีทรวดทรงดีขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งเค้าเดิม
มีบางตัวเท่านั้นที่แก้ไขผิดไปจากเดิม คือตัว "ฎ" และ "ธ" ซึ่งเหมือนกับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
 
นักวิชาการจำนวนหนึ่งเชื่อว่า..
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตัวอักษร และการใช้งานมีความคล้ายคลึงกับในปัจจุบันมากที่สุด !!
 
 
คำว่า "ไทย" หมายความว่า อิสรภาพ เสรีภาพ
หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ ใหญ่ ยิ่งใหญ่
เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก
 
แม้คำนี้จะมีรูปเหมือนคำยืมจากภาษาบาลีสันสกฤต
แต่แท้ที่จริงแล้ว คำนี้เป็นคำไทยแท้ที่เกิดจากกระบวนการสร้างคำที่เรียกว่า 'การลากคำเข้าวัด'
ซึ่งเป็นการลากความวิธีหนึ่ง !!
 
ตามหลักคติชนวิทยา คนไทยเป็นชนชาติที่นับถือกันว่า..
ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล
 
เมื่อคนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า "ไท" ซึ่งเป็นคำไทยแท้
จึงเติมตัว "ย" เข้าไปข้างท้าย
เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคำในภาษาบาลีสันสกฤต
เพื่อความเป็นมงคลตามความเชื่อของตน
ภาษาไทยจึงหมายถึง ภาษาของชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเอง
 
 
เคยมีการศึกษาค้นคว้ามาว่า..
ชาติไทยนั้น เคยมีภูมิลำเนาอยู่ในดินแดน ที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนในปัจจุบัน !!
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง
ตามสภาพสังคม และสิ่งแวดล้อม
 
แต่ภาษาพูด คนไทยเราเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่เรายังคงไว้
ไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายง่ายเหมือนเรื่องอื่น
 
แม้ในปัจจุบัน คนที่พูดภาษาต่างๆ ซึ่งพอย้อนไปว่า ต้นตอเป็นภาษาไทย
ซึ่งเคยอาศัยอยู่ทั่วไป ในดินแดนที่กว้างใหญ่ของจีน
ในมณฑลอัสสัมของอินเดีย ในรัฐฉานตอนเหนือของพม่า
ในลาวทั้งหมด และในเวียดนามตอนเหนือ
เรายังพอพูด พอฟังแล้วเข้าใจกันได้ ในเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน
คำหลักๆ การสร้างรูปประโยค และไวยากรณ์ยังคงอยู่
 
..................................
 
 
อ่านมาถึงตรงนี้ จขบ. ต้องขอบอกก่อนค่ะว่า..
จขบ. ได้รวบรวมข้อมูลมาจากหลายเว็บไซต์
ข้อมูลแต่ละแหล่งบอกความเป็นมาของภาษาไทยเราไว้หลากหลาย
ไม่มีปรากฎแน่ชัดเลย ว่าภาษาไทยเราเริ่มจากตรงไหน
มีเพียงการคาดเดา โดยอาศัยหลักฐานที่ค้นพบในสมัยนั้นๆ
จขบ.อ่านเองก็ยัง งงๆ ค่ะ นักวิชาการแต่ละท่านเองก็มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน
รวมทั้งคนในแต่ละภูมิภาคเอง ก็ยังบอกถึงที่มาได้ไม่เหมือนกัน >.<"
 
มีคำอธิบายกล่าวไว้ ขออนุญาติเขียนอธิบายตามความเข้าใจเป็นภาษาง่ายๆ นะคะ
 
v
v
v
 
ผู้เขียนเห็นว่า (ผู้เขียนที่ว่าไม่รู้ว่าเป็นผู้เขียนไหนอะค่ะ คัดลอกมาตามนี้น่ะค่ะ) 
 เมื่อคนไทยไม่ได้เป็นชนชั้นปกครอง
จึงจำเป็นต้องเรียนตัวหนังสือที่ทางราชการบ้านเมืองใช้อยู่
เพื่อจะได้อ่านประกาศของทางราชการให้เข้าใจ
 
ถ้าจะประดิษฐ์ตัวหนังสือขึ้นใช้เอง
แล้วจะไปบังคับใครให้มาเรียนตัวหนังสือดังกล่าว
 
แต่เมื่อใดคนไทยได้เป็นชนชั้นปกครองขึ้น
ก็น่าจะดัดแปลงตัวหนังสือที่ใช้กันอยู่ในถิ่นนั้นมาเป็นตัวหนังสือของไทย
เช่น "จ้วง" คนไทยในเมืองจีนคงดัดแปลงตัวหนังสือจีนมาใช้
ส่วนคนไทยในล้านนา คงจะดัดแปลงตัวหนังสือมอญ ซึ่งนิยมใช้กันในถิ่นนี้มาก่อน
 
ส่วนพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็น่าจะดัดแปลงตัวหนังสือขอม
ซึ่งนิยมใช้กันอยู่แถวลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแต่เดิม
หากมีตัวอักษรไทยเดิมอยู่แล้ว พ่อขุนรามคำแหงมหาราชคงจะทรงใช้ตัวอักษรไทยเดิม
หรือทรงดัดแปลงจากนั้นบ้างเล็กน้อย แทนที่จะดัดแปลงจากอักษรขอมเป็นส่วนใหญ่
 

 
แท้จริงนั้นมีเค้าเงื่อนอยู่ในพงศาวดารเหนือว่า..
พ่อขุนรามฯ ได้ทรงอาศัยนักปราชญ์ราชบัณฑิตย์ที่เชี่ยวชาญตัวหนังสือชาติต่างๆ
ที่อยู่ใกล้เคียงไทย ยกเว้นแต่จีน เพราะจีนใช้หลักการเขียนหนังสือเป็นรูปภาพ
ผิดกับหลักการเขียนเป็นรูปพยัญชนะ และสระแบบของไทย
รูปอักษรของพ่อขุนรามคำแหงคล้ายตัวหนังสือลังกา บังคลาเทศ ขอม และ เทวนาครี ฯลฯ
เป็นต้นว่า ตัว จ ฉ หันหน้าไปคนละทางกับอักษรขอม แต่หันไปทางเดี่ยวกับตัวอังษรลังกาที่มีอยู่ก่อนแล้ว
 
พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้น
โดยมิได้ทรงทราบว่ามีตัวหนังสือไทยเดิมอยู่ก่อน
 
ข้อพิสูจน์ข้อหนึ่งคือ ไทยอาหม และไทยคำที่ (หรือ ไทยขำตี้)
ออกเสียงคำ "อัน" คล้ายกับคำ "อาน" แต่เสียงสระสั้นกว่า
 
และออกเสียงคำ อัก-อาก, อัด-อาด, อับ-อาบ เป็นคู่ๆ เหมือนกับตัวหน