The economic crisis.!!

posted on 03 May 2012 12:23 by numkhingzz directory Knowledge
วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องของความรู้ล้วนๆ ไม่ฮา ไม่สววยงามแล้วววว >,<"
มาเริ่มต้นศึกษาเรื่องเศรษฐกิจ อีโคโนมี่ ~~ มั่งดีกว่า
อยากรู้ว่า วิกฤติเศรษฐกิจ ต่างๆ ที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ นั้นมันเป็นปัญหาอะไร ??
ขอพยายามอธิบายแบบภาษาเราง่ายๆ นะ ^^"
 
เริ่มกันที่ "ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่" (Bubble Economy) มันคืออะไรอะ ??
 
แน่นอนว่าภาวะฟองสบู่ คงไม่สดใสเหมือนอย่างในรูปแน่ๆ
 
 
มันคือ ภาวะ หรือ ปัญหาของสินทรัพย์ เช่น อสังหาริมทรัพย์
(อสังหาริมทรัพย์ ในทางกฏหมายคือ ที่ดิน  และทรัพย์สินอื่นที่ติดอยู่กับที่ดิน เช่น บ้าน อาคาร)
และกิจการหน่วยลงทุนต่าง ๆ ที่มี ราคาเพิ่มขึ้นสูง เกินกว่าราคาความเป็นจริง
 
ทำให้เกิดอุปสงค์เทียม จากการเก็งกำไร
(อุปสงค์ คือ ความต้องการและความสามารถที่จะซื้อ)
ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ (ซื้อเก็บไว้เกร็งกำไร = =")
และขยายตัวเหมือนฟองสบู่..
 
 
ส่วนใหญ่..ภาวะฟองสบู่นี้จะจบลง !!
เมื่อนักลงทุนเลิกคาดหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีก
(เหมือนเลิกโลภไงไม่รู้ *-*")
 
หรือ..รัฐบาลออกนโยบายเพื่อดึงราคา ลงสู่ภาวะปกติ
จึงจะทำให้การเก็งกำไร และราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงลดลง !!
 
ราคาของสินทรัพย์ในภาวะฟองสบู่
ตั้งอยู่บนการคาดหวังว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ++
 
แต่ถ้าหาก..ราคาของสินทรัพย์ลดลง !!
การเกิดภาวะฟองสบู่ ก็จะหดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นภาวะฟองสบู่แตก ~!!
เป็นผลให้เกิดปัญหาหนี้สินตามมา กล่าวได้ว่า..
“เก็งกำไรเป็นเหตุ ฟองสบู่เป็นผล”
 
ภาพทิวลิปแตกสีเป็นลวดลายที่เรียกว่า "ไวซรอย" ในแคตาลอคขายหัวทิวลิป ค.ศ. 1637
 

ตัวอย่าง ภาวะฟองสบู่สุดคลาสสิค คงจะเป็น..
Tulipomania” หรือ ฟองสบู่ดอกทิวลิป ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ราว 400 ปีก่อนนู๊นน ~!
เกิดการตั้งราคาสัญญาการค้าขายหัวทิวลิปสายพันธุ์ใหม่กันอย่างสูงผิดปกติ
จนถึงจุดสูงสุด ก่อนที่ราคาจะตกฮวบลงมาอย่างฉับพลัน
ถือกันว่าเป็นเหตุการณ์แรกของ "ภาวะฟองสบู่จากเก็งกำไร"
 
หัว "ไวซรอย" แต่ละหัว มีมูลค่าตกระหว่าง 3000 ถึง 420โฟลริน ขึ้นอยู่กับขนาด
ในขณะที่ค่าแรงงานของช่างฝีมือในขณะนั้นตกประมาณ 300 โฟลรินต่อปี o_O
(โฟลริน คือ กิลเดอร์ดัตช์ หรือ กุลเดนดัตช์ เป็นเงินตรา "กิลเดอร์"
ใช้สัญลักษณ์ "ƒ" หรือ "fl." เป็นสกุลเงินที่ใช้กันในประเทศเนเธอร์แลนด์
ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 2002 ก่อนเปลี่ยนมาใช้เงินยูโร)

 
ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่นี้ไม่ได้ทำร้ายเฉพาะคนที่หลงเข้าไปเก็งกำไรเท่านั้น
และการป้องกันความเสี่ยงของประเทศจากภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่นี้
จะยกให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้
ต้องอาศัยความระมัดระวังจากคนในชาติด้วยเช่นกันนะคะ

...............................................
 
 
 
จากที่เคยได้ยิน..ชื่อของภาวะวิกฤติเศรษฐกิจมานั้น 
คงจะต้องมาต่อกันที่ ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจนี้ค่ะ
 
"ภาวะเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์" (Hamburger Crisis) ทำไมชื่อเป็นแบบนั้นล่ะ ??
 
แต่มันคงไม่ได้ดูดี แบบนี้นี้ใช่มั้ยเนี่ย (น่ากินมาก >,<")
 
 
วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ หรือ วิกฤติซับไพรม์ และยังรู้จักกันในชื่อ วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ
ประเทศไทยอาจเรียกว่า "วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์" (Hamburger Effect)
แล้วทำไมถึงเรียกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ?? ก็เพราะว่ามันเกิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา !!
 
เป็นเรื่องของความคล่องตัวในตลาดสินเชื่อทั่วโลก และระบบธนาคารลดลง
ทำให้การกู้ยืม และการให้กู้ยืมมีความเสี่ยงสูง
(สินเชื่อ คือ การให้ยืมออกไป และได้กลับคืนอย่างครบถ้วน
พร้อมกับได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า นั่นคือ ดอกเบี้ย)
 
วิกฤติครั้งนี้เริ่มจากการเกิดภาวะฟองสบู่แตก ในสหรัฐอเมริกา
ในช่วงพ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2549 และการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์ !!

สินเชื่อซับไพรม์ หรือ สินเชื่อชั้นรอง คือ..การปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ยืม
ซึ่งไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนพอ ที่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยของตลาดที่ดีที่สุดขณะนั้น
เนื่องจากประวัติการกู้ยืม และประวัติการชำระเงินที่ไม่แน่นอน
 
 
เมื่อผู้กู้ยืมนั้น กู้ยืมสินเชื่อที่เกินกำลังของตนเอง โดยคิดว่าตนจะสามารถปรับโครงสร้างเงินกู้ได้
ด้วยข้อจูงใจของตลาดการเงิน ที่มีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง !!
อีกทั้งแนวโน้มราคาบ้านที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเกิดการขอสินเชื่อมากมาย

 แต่เมื่อราคาบ้านไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด !! 
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น และราคาบ้านกลับเริ่มต่ำลง
ในปี พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2550 ทำให้การปรับโครงสร้างเงินกู้เป็นไปได้ยาก !!
 
เป็นสาเหตุให้หลายพื้นที่ในสหรัฐ เกิดการผิดชำระหนี้ 
และมีการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2549
จากนั้นปัญหาทางการเงินนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วในปี พ.ศ. 2550 ถึง พ.ศ. 2551
 
จริงๆ ภาวะเศรษฐกิจนี้มันเกิดจากผลพวงของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก
เป็นส่วนใหญ่มากกว่าสิเนี่ย ทุกอย่างเกิดจากการกระทำของมนุษย์จริงๆ สินะ = ="
 
...............................................
 
 
 
นอกจากปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงินที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ
จนเป็นเหตุลุกลาม และได้รับผลกระทบไปทั่วโลกแล้ว
ประเทศของเราเองก็เคยเป็นต้นตอของวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นกัน 
ที่เราเรียกกันว่า " วิกฤติต้มยำกุ้ง" (หรือ วิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย)
 
 
วิกฤตการณ์นี้ต้องย้อนกันไปหน่อยค่ะ ประมาณ 10 กว่าปีก่อนนู๊นนน ~!
ประเทศไทยของเรายังใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ..
ผูกค่าเงินบาทกับทองคำและค่าเงินสกุลอื่น หรือกับตะกร้าเงิน (Pegged Exchange Rate)
โดยช่วงแรกใช้วิธีผูกค่าเงินไว้กับทองคำ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปผูกค่าเงินบาทกับเงินสกุลอื่น
และเปลี่ยนไปใช้ระบบผูกค่าเงินบาท กับตระกร้าเงิน
 
เช่น ผูกไว้ว่า ให้ 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 25 บาท บวก ลบ ขึ้น ลง ได้ไม่เกิน 0.5 บาท
ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงในกลไกตลาดระดับมหภาค
 
แต่มันส่งผลดีต่อผู้ส่งออก ทำให้ไม่มีความเสี่ยงในการรับเงิน หรือรายได้
และอัตราการแลกเงิน ทำให้ประมาณการต้นทุนขายได้ว่า จะเป็นเท่าไร เพราะมันค่อนข้างตายตัว
 
..ในช่วงก่อนการเกิดค่าเงินบาทลอยตัวไม่กี่เดือน
เงินตราต่างประเทศและเงินดอลลาร์ ที่ไหลเข้าประเทศมีน้อยลง
เมื่อเทียบกับเงินที่ไหลออกจากประเทศจำนวนมาก
 
 
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจำเป็นต้องนำเงินตราสำรองต่างประเทศของไทย
ออกมาขายในท้องตลาดผ่านธนาคารพาณิชย์
ทำให้เงินตราสำรองต่างประเทศของไทยลดลง
จาก 37,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนมกราคม ปี 2540
เหลือไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายนปีนั้น !!
เพื่อให้ค่าเงินยืนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ 26 บาทต่อดอลลาร์
 
ในที่สุดก็ไม่มีทุนสำรองเหลือพอที่จะเอาออกมาขายเพื่ออุ้มค่าเงินบาทได้
รัฐบาลไทย โดยมีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนระบบลอยตัว
หรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไก การตลาดระดับโลก
 
ทำให้นักลงทุนที่ตื่นตระหนก แข่งกันโอนเงินออกจากตลาดอื่นๆ ในเอเชีย
โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ถูกกระทบกระเทือนมากที่สุด

หลายๆ ประเทศในเอเชียต้องขอกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
รวมทั้งประเทศไทยเองด้วย ที่ขอกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
 เป็นจำนวน 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพยุงฐานะทางการเงินของประเทศ
 
จากการสูญเสียเงินสำรองระหว่างประเทศ เพื่อการปกป้องการโจมตีค่าเงินบาท
นำไปสู่วิกฤตเงินทุนสำรองหมดคลัง ทำให้เงินบาทขาดเสถียรภาพ 
 
สาเหตุทั้งหลายแหล่มีที่มาจากการเร่งรัดเปิดระบบวิเทศธนกิจ หรือ BIBF
 (หรือ Bangkok International Banking Facility หรือ IBF คือ
ธนาคารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกรรมในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ
แล้วนำมาทำธุรกรรมในการให้กู้ทั้งภายใน หรือภายนอกประเทศไทยก็ได้)
จึงทำให้เกิดการก่อหนี้ต่างประเทศของภาคเอกชน จำนวนมหาศาลถึง 70,000 ล้านบาท
เมื่อปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว
หนี้เงินกู้ของบริษัทเอกชนก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และพากันล้มละลายหรือมีหนี้ท่วมตัว !!!
 
...............................................
 
 
จากภาวะเศรษฐกิจที่นำเสนอไป คงพอช่วยให้หลายๆ คนเข้าใจมากขึ้น
เฮ้ออ ~~ จริงๆ แล้วการบริหารนี่มันยากเย็นเสียจริง
ใครมันจะคุมพฤติกรรมคนในชาติได้ดี เท่ากับคนในชาติช่วยคุมพฤติกรรมตัวเอง !!
 
สวัสดีค่ะ...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพนะคะ
 

Comment

Comment:

Tweet

น่ารักจุงเบยๆๆๆๆๆๆๆ

#7 By (182.93.197.25|182.93.197.25) on 2014-06-04 13:59

  big smile open-mounthed smile cry double wink question

#6 By (182.93.197.25|182.93.197.25) on 2014-06-04 13:58

นยไ่าระ่้เ่ฟนด้้่

#5 By (182.93.197.25|182.93.197.25) on 2014-06-04 13:57

 surprised smile question sad smile

#4 By (182.93.197.25|182.93.197.25) on 2014-06-04 13:56

Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By พงไพรศาล on 2012-05-18 23:54

ขอบคุณเนื้อหาดีๆนะครับ

#2 By ลมูล on 2012-05-18 23:54

สั้นๆ เข้าใจง่าย ขอบคุณมากมายค่าา
Hot! confused smile

#1 By Just a girl on 2012-05-18 07:08