Your age.!! How many days.??

posted on 07 May 2013 22:33 by numkhingzz directory Lifestyle, Tech, Knowledge
 
 
คิดถึงบล็อก exteen จังเลย (อยากเอาหน้าจอมากอดดด 555+ >.<)
ไม่ได้มาบรรเลงตัวอักษรนานมากกกก... ห่างหายไปแบบว่า แทบลืมจริงๆนะ
วันนี้มีโอกาสแล้ว ก็เข้าเรื่องเลยเนอะ ^^
 

 
เคยคิดกันมั้ยคะ ว่าเราอยู่บนโลกนี้มากี่วันแล้ว ??
"กี่วัน...." นะคะ ไม่ใช่ "กี่ปี....."
แน่นอนค่ะว่า ถ้าถามว่ากี่ปีนั้นคงตอบได้แน่
แต่ถ้าถามว่า "เฮ้ย!! วันเกิดปีนี้ครบรอบกี่ 'วัน' แล้วเนี่ย??"
เอิ่มมม = =" แล้วตรูจะตอบได้มั้ย
 
จริงๆ ก็เหมือนไม่ยาก ปีนึงก็มี 365 วัน ก็คูณเข้าไปสิง่ายจะตาย
แต่อย่าลืมน้าาา ว่าเดือนกุมภาพันธ์ เค้าไม่แน่ไม่นอน
ถ้าต้องมานั่งวาดตารางแล้วไล่นับปี พอเข้าสู่กระบวนการนี้ก็คงไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้วล่ะ >.<"
คือจริงๆ ก็ทำได้นะ ถ้ามีเวลา มันก็เหมือนได้ฝึกการคิด การลำดับเรื่องราว
แต่ประเด็นคือ ขี้เกียจน่ะ (อาจจะเป็นเฉพาะจขกท.) แฮ่ๆ ^^"
 
ไม่รู้ว่ามีใครรู้วิธีการนี้ไปแล้วมากน้อยแค่ไหน แต่ก็อยากจะเอามาเขียนลงบล็อกตัวเองซะหน่อย
มันก็ไม่ได้รกจนเกินไปนะ >.<" (มีสาระจะตาย >.<") แฮ่ๆ
 
จากบล็อก allaboutbasic ค่ะ ไปอ่านเจอมา เลยเพิ่งได้ร้อง อ๋อออ... 
ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้รู้วิธีการ จขกท. ก็ได้วาดตารางนับปีไปเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ ก๊ากกกกก >.<"
 
Chronological Age Calculator (เครื่องคิดเลขอายุตามลำดับเหตุการณ์)
เค้าบอกว่า มันใช้งานได้ใน window7 เท่านั้นค่ะ
จขกท.สงสัยว่า ถ้าเป็น window อื่น จะต้องไปเขียนสูตรเอาใน Microsoft Excel ?? (รึเปล่า) แฮ่ๆ >,<"
 
วิธีการก็คือ ให้ไปที่
Start
V
All Programs
V
Accessories
V
Calculator
 
(ภาพประกอบค่ะ แคปมาเอง ฮี่ๆๆ)

 
พอเข้ามาในหน้าต่างของเครื่องคิดเลข (Calculator)
แล้วให้กดที่ View เลือก Date calculation (มันจะอยู่อันดับรองสุดท้ายของรายการ)
 
ทางด้านขวามือของหน้าต่าง จะเห็นกรอบ Select the date calculation you want
ให้เลือก Calculate the difference between two dates
From คือ ใส่วัน/เดือน/ปีเกิดของเรา     To คือ ใส่วัน/เดือน/ปีปัจจุบัน
ใส่เสร็จแล้วกดปุ่ม Calculate ค่ะ
 
ผลลัพธ์จะบอกในช่อง Difference (years, months, weeks, days)
มันจะบอกว่า กี่ปี กี่เดือน กี่สัปดาห์ กี่วัน
และในช่อง Difference (days) มันจะบอกว่าเรามีอายุ "กี่วัน" ค่ะ
 
จขกท.ก็ลองดูไปแล้วค่ะ นับวันนี้เพราะเกินเที่ยงคืนแล้ว
ก็จะเป็นวันที่ 7,672 ที่อยู่บนโลกใบนี้ค่ะ
 
ตอนแรกก็แอบตื่นเต้นเหมือนกันนะที่นับอายุตัวเองโดยใช้หน่วยเป็น "วัน" คิคิคิ ^^
อ่านแล้วก็อย่าหาว่าจขกท.บ้านะคะ (ประมาณว่าเรื่องแค่นี้ก็ตื่นเต้น?? =.=)
 
ไหนๆ ก็ไหนๆ ก่อนปิดกระทู้นี้ จขกท.ก็อยากบอกว่า...
 
สมัยนี้ สังคมเราก็อยู่ยากขึ้นทุกวันค่ะ
ถ้าเรา เลือก ที่จะมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ รอบตัวได้ มันก็คงดีไม่ใช่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะคะ
 

 
 
เพราะถ้าต้องรอ "ความสุข" ที่มาจาก "เงิน" อย่างเดียว
เราอาจจะเครียดมากเกินไป กว่าจะได้มีความสุขนะคะ ^^
 
อ้ออ..!! ในบล็อก allaboutbasic เค้ายังบอกไว้อีกด้วยนะคะว่า
ถ้าใครจะเอาไปประยุกต์ใช้คำนวณอายุงาน
หรือนับจำนวนวันที่คบมากับแฟน, นับวันครบรอบแต่งงานก็ได้ ไม่ว่ากันค่ะ ^^
 
บายๆ นะคะ แล้วจะกลับมาอีกนะ บล็อกของช้านนน... อันยองงงง
 
 
 
 
 
สวัสดีค่าาา ^^
วันนี้จขบ.จะมาบอกเกี่ยวกับการแต่งหน้าแหละค่ะ
จริงๆ ช่วงนี้จขบ.กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการแต่งหน้าอยู่พอดี 5555+
เลยเอาเรื่องนี้มาเขียนซะเลย เผื่อว่าจะมีใครมีปัญหาเดียวกันค่ะ
 
 
หลายๆ คนอาจไม่มั่นใจในผิวหน้าของตัวเอง ใช่มั้ยล่ะคะ
ก็ผิวหน้าของเราไม่ได้สวยใส เรียบเนียน เหมือนพวกดารา นางแบบ ตลอดเวลานี่หน่า
มีบ้างที่วันนี้หน้าบวม มีสิว นู่น นี่ นั่น สารพันปัญหาผิวหน้า = ="
แม้ว่าวันนี้จะโบกหน้ามาหนาสักเพียงใดก็ยังคงไม่มั่นใจอยู่ดี >.<"
 
แต่ไม่เป็นไรค่ะ ต่อจากนี้ไป เราต้องมั่นใจ !! ฮึ่มมม ^^"
วันนี้เราจะเอาวิธีการแต่งหน้าให้เนียนใสเป็นธรรมชาติมาฝากกัน
 
เริ่มกันเลยนะคะ
 
 
จริงๆ แล้วการแต่งหน้าให้เป็นธรรมชาติ ก็คือการเน้นความพอดี และสมดุล
เครื่องสำอางแต่ละแบรนด์ย่อมมีความแตกต่างกันไป
ทั้งในเรื่องของ คุณภาพ ราคา และเฉดสี ที่มีให้เลือกเยอะแยะมากมาย
 
แน่นอนว่าเราจะแต่งหน้าให้เป็นธรรมชาติ เราก็ต้องเลือกใช้โทนสีที่ดูเป็นธรรมชาติ
โดยตัวหลักสำคัญของการแต่งหน้าแบบนี้ก็คือ รองพื้น ค่ะ
 
ปกติแล้ว การใช้รองพื้นนั้นเป็นพื้นฐานของการแต่งหน้าอยู่แล้วค่ะ
แต่หลายก็คนหลีกเลี่ยงที่จะ ใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง ด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป
 
ทั้งๆ ที่รองพื้นจะช่วยให้ผิวหน้าของเรานั้นดูเรียบเนียน และเป็นธรรมชาติมากขึ้น
แต่เราจะต้องเลือกสีของรองพื้นให้เหมาะกับสีผิวของเราด้วยนะคะ
นอกจากนี้เรายังต้องเข้าใจวิธีการใช้รองพื้นที่ถูกต้องด้วยค่ะ
 
 
ขั้นแรกเลย เราควรจะเลือกสีรองพื้นให้ใกล้เคียง หรือสีอ่อนกว่าสีผิวจริงของเรา
เพื่อทำให้ผิวหน้าของเราดูสว่างขึ้น ไม่หมองคล้ำค่ะ ^~^
 
Tip. เลือกใช้รองพื้น สีที่สว่างกว่าสีผิวหน้าเราเล็กน้อยค่ะ
 
ถ้าเราเลือกรองพื้นที่ดี และเหมาะกับผิวหน้าของเรา
ก็จะช่วยให้การแต่งหน้าของเราดูเรียบเนียน และสม่ำเสมอ และดูสวยราวกับไม่ได้แต่งหน้า !!
 
และไม่ว่ารองพื้น ที่เราใช้จะเป็นแบบครีม แบบเหลว หรือแบบแป้งผสมรองพื้นก็ตาม
สิ่งที่เราควรพึงกระทำก็คือ.. วิธีการทารองพื้นลงผิวหน้าของเราค่ะ
 
Tip. ทารองพื้นบนใบหน้า โดยเริ่มจากกึ่งกลางของใบหน้าออกไปด้านข้างเสมอ !!
Tip. เวลาเทรองพื้นควรเทลงบนหลังมือ ไม่ใช่ฝ่ามือนะคะ
 
แตะเนื้อรองพื้นเพียงบางๆ นะคะ
เริ่มเกลี่ยทีละจุดให้ทั่วใบหน้าด้วยฟองน้ำ หรือนิ้วมือของเรานี่ล่ะค่ะ *ปกติจขบ.ก็ใช่นิ้วมือเหมือนกัน* ^^
 
เกลี่ยให้เนียนเรียบทุกจุด และควรพิถีพิถันในบริเวณที่เป็นมิติของใบหน้านะคะ
 
 
โดยเฉพาะบริเวณ T-Zone ค่ะ เนื่องจากบริเวณนี้มีต่อมเหงื่อมาก
ถ้าลงหนาเกินไป เมื่อมีเหงื่อออกมา เหงื่อก็จะไปดันรองพื้นให้หลุดลอยออกมาได้
จุดสำคัญ คือการเกลี่ยให้เรียบเนียนและบางเบามากที่สุด เพื่อความเป็นธรรมชาติค่ะ
 
ต่อมา..
เมื่อลงรองพื้นเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การเลือกแป้ง ค่ะ
เราควรใช้แป้งฝุ่นเนื้อละเอียดในการแต่งหน้าแบบนี้ค่ะ
หรือเราอาจจะใช้แป้งแบบที่มีชิมเมอร์เล็กๆ เพื่อเพิ่มความสว่างให้ผิวก็ได้นะคะ
 
 
Tip. การที่เราเลือกแป้งให้สีอ่อนกว่าจะช่วยให้หน้าดูสว่างขึ้น หรือใช้แป้งสีเข้มกว่าเพื่อเพิ่มความรู้สึกอบอุ่น 

อย่างไรก็ตาม การลงแป้งฝุ่นจะทำให้ผิวดูเนียน และเครื่องสำอางก็จะติดทนนานมากยิ่งขึ้นค่ะ

การเขียนคิ้ว
 
 
Tip. ควรเลือกใช้ดินสอเขียนคิ้ว ที่เป็นสีเดียวกับสีผม หรืออ่อนกว่าสีผมเล็กน้อย
 
เพราะจะให้ความเป็นธรรมชาติ กลมกลืนกับสีผมค่ะ
 
เมื่อเลือกสีที่เหมาะสมได้แล้ว ก็วาดไปตามรูปคิ้วของเรา
โดยเน้นบริเวณหางคิ้วให้เข้มกว่าหัวคิ้ว นะคะ
 
จริงๆ แล้วถ้าคิ้วของเรานั้นดูรก ก็ควรกันคิ้วซะหน่อยค่ะ
เพื่อคิ้วของเราจะได้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นค่ะ
 
อายแชโดว์
 
 
สีของอายแชโดว์ที่เหมาะกับการแต่งหน้าให้เป็นธรรมชาติแบบนี้ ก็คือ
สีส้ม ขาวไข่ น้ำตาล และพีช อาจจะมีชิมเมอร์บางๆ ผสมอยู่ก็ได้ค่ะ
 
ส่วนวิธีการทาอายแชโดว์ให้เป็นธรรมชาติ ก็คือ..
การใช้สีขาวไข่ ทาบริเวณหัวตา
สีส้มอ่อน บริเวณกลางตา
และน้ำตาล หรือพีช ทาบริเวณหางตา และโค้งเบ้าตา
 
 
สีอายแชโดว์นี้เหมาะกับสาวๆ ทุกสีผิวเลยล่ะค่ะ >.<
 
การแต่งหน้าแบบธรรมชาตินี้ ไม่แนะนำให้ใช้อายไลเนอร์แบบลิควิดเด็ดขาดนะคะ
เพราะจะทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ
 
แต่ควรเลือกใช้อายไลเนอร์ชนิดเจล หรือดินสอแทน
ซึ่งแบบนั้นจะดูเบาบาง และเป็นธรรมชาติกว่า
 
แต่ก็ไม่ควรเขียนเส้นให้หนามากไปนักนะคะ
เขียนเพียงเน้นขอบตาให้ดูชัดขึ้นเท่านั้นก็พอแล้วค่ะ ^^
 
บลัชออน
 
 
บลัชออนที่เหมาะสำหรับการแต่งหน้าแบบธรรมชาตินี้ ก็คือ..
สีชมพู ส้มอ่อน ส้มน้ำตาล และพีช
 
Tip. สีชมพู ส้มอ่อน และพีชนั้น จะเหมาะกับสาวผิวขาว
ส่วนสาวที่ผิวไม่ขาว แต่ก็ไม่คล้ำ จะใช้ได้ 3 สี คือ ส้มอ่อน ส้มน้ำตาล และพีช ค่ะ
ส่วนสาวผิวคล้ำตัวเลือกจะมีไม่ค่อยเยอะ >.<" นั่นคือ สีพีช และส้มน้ำตาล เท่านั้นเอง
 
อย่าปัดแก้มหนักมือ ควรปัดเพียงบางๆ เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ 
 
สิ่งสุดท้ายแล้วค่ะ สำหรับ ลิปสติก
ควรเลือกให้สีหวานกว่าสีปากธรรมชาติ อย่างสีพีช ส้มอ่อน ชมพู หรือสีนู้ด
  และตบท้ายด้วยลิปกลอสเบาๆ เพิ่มความสดใสอ่อนกว่าวัย แค่นี้เอง
 
 
แค่นี้เองๆๆๆ ฮี่ๆๆ >.<
 
จริงๆ แล้ว ขั้นตอนทั้งหมดที่บอกไปนั้น มันไม่ได้ยากเลยใช่มั้ยล่ะคะ
เพียงแค่เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนเทคนิค และเพิ่มเคล็ดลับเข้าไปสักหน่อย
เพื่อให้เข้ากับใบหน้าสวยๆ ของเรา 5555+
 
ก็เวลาแต่งหน้านั้น แต่ละคนเอง ก็มีจุดบกพร่องบนใบหน้าไม่เหมือนกันนี่คะ
เพราะฉะนั้นการเลือกใช้วิธีการแต่งหน้าของแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย
 
 
แต่ที่เหมือนกันแน่ๆ ก็คือ ผลลัพธ์ที่ออกมาเนี่ยแหละค่ะ โฮ่ๆๆ ^^
 
แต่ๆๆ ยังไงซะ จุดสำคัญ ก็คือ เราควรจะบำรุงผิวหน้าอยู่เสมอนะคะ
เราจะได้อวดผิวเนียน แล้วก็แต่งหน้าได้เรียบเนียนขึ้น จะได้สวยอย่างเป็นธรรมชาติ
 
แน่นอนว่าแสงแดดเนี่ยแหละค่ะ ตัวการที่ทำให้ผิวหน้าคล้ำเสีย
และบ้านเมืองเราก็แดดร๊อนนร้อน >.<"
 
บอกตรงๆ เลยนะคะ ว่า..
ถ้าไม่ได้ร่ำรวยขนาดที่ออกจากประตูบ้านแล้วก้าวขึ้นรถเลย ลงมาอีกทีก็เข้าห้าง
อะไรประมาณนี้ล่ะก็ หึหึหึ = =" ไม่ต้องห่วงเลยล่ะค่ะ
 
แต่แน่นอนว่าจขบ.เป็นแบบ เดินตากแดด ไปโหนรถเมล์ ลมกระโชกหน้า
ฝนตกตอนเย็นอีก นั้นคงต้องคิดหนักเวลาออกจากบ้านแต่ละที ก๊ากๆๆๆ >///<"
 
เพราะฉะนั้น สาวๆ อย่างจขบ.เองก็ต้องพึ่งพายุคดิจิตอลสมัยนี้ให้เกิดประโยชน์
5555555+
 
จริงๆ แค่อยากจะบอกว่าการซื้อของออนไลน์จากเว็บไซต์นั้นก็เป็นอีกทางเลือกนึง
ที่จะทำให้เราสะดวกสบาย และที่สำคัญยังไม่ต้องไปผจญกับสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายผิวหน้าอีกด้วยค่ะ
 
(^____^)
 
ขอจบแต่เพียงเท่านี้นะคะ ขอบคุณค่าาาา บ๊ายบายย *โบกมือ*
 
 
ขอบคุณค่ะ
Cr.รูปภาพจาก http://weheartit.com

งาน OTOP ที่ฉันไปมา...

posted on 22 Aug 2012 22:29 by numkhingzz directory Lifestyle, Travel, Diary
สวัสดีค่าาาาาา โค้งงามๆ ^^
วันก่อนไปงาน OTOP มาค่ะ อยากบอกว่า จริงๆ วัยรุ่นไทยอย่างเราๆ
สมควรไปมากๆ เลยค่ะ
 
สารภาพจริงๆ ว่าตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะได้ไป
เพราะไม่มีใครไปเป็นเพื่อน *ออกแนวขาดแคลนมิตรสหาย* ฮี่ๆๆ >.<"
แต่ว่าพี่สาวมาชวนไปเลยไปซะหน่อย
แล้วจุดประสงค์หลักที่ไปก็คือ ของกิน 55555 ^O^
 
มันต้องมีอะไรแปลกๆ ให้อั๊วกินแน่ๆ *คิดแบบนั้น*
 
ไปถึงจริงๆ ก็ไม่ได้ถ่ายภาพบรรยากาศในงานมาสักเท่าไหร่
กินก็ไม่เยอะ เพราะอาหารแต่ละอย่างเหมาะแก่การเป็นของฝาก
ไม่ก็เป็นอาหารหนักๆ ไม่ค่อยมีของกินจุกจิกมากนัก
 
งานกว้างมากๆ เลยค่ะ แน่นอนว่ามันจัดในเมืองทองต้องใหญ่อยู่แล้ว
อ้อ !! ลืมบอกสถานที่จัดงานไป >.<"
งานนี้จัดที่ อิมแพค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ Hall 1 - 3 ค่ะ
มีสินค้าเยอะมากจริงๆ ค่ะ ของกินของใช้ เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน และ..
โอ๊ยย ~ อีกเยอะแยะเลยค่ะ
 
 
อย่างเช่นสิ่งของในภาพด้านบนนี้
มันสวยมากๆ เลยค่ะ ไม่กล้าถามว่าเอาไว้วางอะไร = ="
แต่มองๆ ดูแล้ว ลักษณะเหมือนที่วางขนมตามโต๊ะบุฟเฟ่ต์เลยค่ะ
และยังมีอีกหลายชิ้นที่มีลายงดงามมากๆ วินเทจแบบฝรั่งก็ต้องชิดซ้ายเลยค่ะ ^^
จขบ.ใช้กล้องโทรศัพท์ถ่าย อาจจะเก็บรายละเอียดมาได้มากนัก
ต้องขออภัยนะคะ TT"
 
แน่นอนว่าเดินไม่ถึงไหนก็เลี้ยวหาของกินแล้วค่ะ
ตั้งใจว่าจะกินอะไรที่ยังไม่เคยกิน
แต่พี่สาวบอกว่า "ปลาไข่อร่อยมากเลยนะ"
อะ งั้นกินปลาไข่ก็ได้ จริงๆ มันไม่แปลกเท่าไหร่เลย แต่ว่ายังไม่เคยกินแบบนี้
เลยลองซักหน่อย จัดไป 1 จาน ราคา 50 บาท
 
 
น้ำจิ้มแซ่บดีค่ะ อร่อยๆ ));
จขบ.เคยกินแต่ปลาไข่ในร้านอาหารญี่ปุ่นครั้งนึง มันไม่ถูกปากเท่าไหร่นัก
แต่วันนี้ได้ลองปลาไข่เวอร์ชั่นใหม่ 555 อร่อยกว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่นอีกแหนะ >.<
 
ซื้อเสร็จก็เห็นมีคนกำลังตั้งกล้องถ่ายทำแล้วก็สัมภาษณ์ เจ้าของร้าน *รึเปล่า*
เป็นร้านอาหารที่อยู่ตรงข้ามกันนี่แหละ เลยไปเล็งๆ ดูว่าเค้าขายอะไร ??
 
มันเป็นเหมือนยำอะไรสักอย่างนึง แต่เหมือนจะเป็นอาหารของทางใต้ค่ะ
มีส่วนประกอบหลายอย่างมาก เลยลองจัดมา 1 จาน !! ราคา 40 บาทค่ะ
 
 
เท่าที่จำได้ และมองในภาพนั้น ก็มี...
ตะไคร้ มะกรูดเส้นฝอย ถั่วฝักยาว แครอท เส้นมะม่วง กุ้งแห้ง ส้มโอ ฯลฯ
และข้าวซึ่งมี 3 สี สีเหลืองจากขมิ้น สีม่วงจากอัญชัน และอีกสีนึง ซึ่งจขบ.ลืมแล้ว
ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ เพราะตอนที่ทำ เค้าตักเร็วมากๆ
และพอทำเสร็จก็มองไม่ออกแล้วว่ามันมีข้าวสีอะไรบ้าง = ="
อันนี้ต้องขออธิบายรสชาติว่า มันเป็นอะไรที่สมุนไพรมากๆ
ตอนกินเข้าปากไปนั้น กลิ่นของสมุนไพรมันยิงตรงขึ้นจมูกเลยค่ะ
สารภาพว่าถ้าเป็นตอนเด็กๆ ไม่มีทางกินแน่ๆ
เพราะส่วนประกอบทุกอย่างที่มีในจานนี้ ไม่มีอะไรที่ชอบเลย >.<"
แต่ดีนะที่ตอนนี้แก่ขึ้นมานิดนึง 5555 เลยทานได้ เมนูนี้ไว้ไดเอทได้เลยค่ะ
 
ทานเสร็จก็เดินต่อค่ะ ^~^
 
 
โซนนี้จะเห็นเค้าทอ เค้าสานกัน แบบที่เราไม่ค่อยได้เห็น
นอกจากว่าเราจะไปต่างจังหวัด
ได้เห็นกรรมวิธี ที่กว่าเค้าจะทอ กว่าเค้าจะสานออกมาให้ได้แต่ละผืนนั้น
มันลำบากและต้องใช้เวลามาก ทั้งความประณีต ความละเอียด ความอดทนที่ต้องใช้
ภาพด้านบนนี้รู้สึกว่าเค้าจะทอเสื่ออะค่ะ แต่ลืมอีกแล้วว่าเป็นเสื่ออะไร = ="
จริงๆ เค้าจะมีชื่อเรียกอยู่ค่ะ 
 
 
ต่อมาก็เป็นการปั่นไหม *รึเปล่า* ถ้าจำไม่ผิดนะคะ ถ้าผิดต้องขออภัยค่ะ T^T
ส่วนภาพด้านล่างนี้ เหมือนเค้าจะทอผ้าอยู่นะคะ
มีคนมุงถามอยู่หลายคนเลย เลยไม่กล้าเข้าไปรบกวนเพิ่ม
เพราะเค้าดูมีสมาธิในการทอมากๆ ก็มันละเอียดมากๆ เลยนี่เนอะ
กว่าจะได้แต่ละผืนๆ เป็นงานฝีมือที่มีคุณค่าจริงๆ ค่ะ
เลยได้แค่ถ่ายรูปมาเท่านั้น
 
 
เดินผ่านมุมทอมาอีกด้านนึง
เลยได้เห็นตุ๊กตาตัวนี้ มันแต่งตัวน่ารักมากเลยค่ะ เลยถ่ายมา
แต่มันสว่างมากไปหน่อย หน้าซีดเลย แฮ่ๆ >.<"
 
 
ต่อมาก็เป็นการตำข้าวค่ะ แต่ร้านนี้เค้าขายกระยาสารทนะ
เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นกรรมวิธีในการทำขั้นตอนนึงมั้งคะ
 
 
แค่เห็นก็แอบสงสัยแล้วค่ะ ว่ามันจะนานแค่ไหนกันนะ กว่ามันจะละเอียดน่ะ
บรรพบุรุษของเรานี่เก่ง และมีความพยายามในการแปรรูปอาหารจริงๆ ค่ะ
สุดยอดมากๆ >.<
 
 
เดินๆๆๆ ต่อไปก็ไปเจอมุมเครื่องประดับต่างๆ นาๆ
แต่ที่ประทับใจก็คือ เข็มกลัด ค่ะ
มันเป็นเข็มกลัดที่ทำมาจากแมลงทับ !!
จริงๆ เราก็เคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น
จากการที่พระราชินีของเราทรงมีพระราชดำริให้นำแมลงทับมาเป็นเครื่องประดับ
และพระราชินีของเรานั้น ก็ทรงติดเข็มกลัดแมลงทับด้วย
 
 
นี่เป็นแมลงทับตัวจริงๆๆ
ตอนแรกก็คิดว่ามันเป็นตัวปลอมค่ะ >.<"
แต่พอสอบถามจากเจ้าของร้านแล้ว เค้าบอกว่านี่เป็นโครงการของพระองค์ท่าน
เข็มกลัดแมลงทับที่เห็นในร้านทั้งหมดนี้เป็นตัวจริงๆ ที่มันตายแล้ว
 
 
เค้าบอกอีกว่า จะเอามันมาทำเป็นเข็มกลัดได้ ต้องรอให้มันตายเองเสียก่อน
จขบ.เองก็สงสัย เลยถามไปแบบคนบาปจริงๆ ว่า >.<"!
"ทำให้มันตายไม่ได้หรอคะ ทำไมต้องรอให้มันตายเอง ถึงจะเอามาทำเข็มกลัดได้"
เค้าเลยตอบกลับมาว่า..
"ถ้าไปทำให้มันตาย สีของมันจะไม่สวยแบบนี้ตลอดไป
แต่ถ้ามันตายเอง สีของมันก็จะสวย และเป็นแบบนี้ตลอดไปเนี่ยแหละ"
 
ราคาของเข็มกลัดนี่ก็ไม่แพงนะคะ แค่ 150 บาท ต่ออัน เท่านั้นเอง ^^
พี่สาวเลยซื้อกลับไปฝากป้า 2 อันเลย คิคิคิ ~
สีของมันสวยมากๆ เลยใช่มั้ยคะ อย่างกับใส่สีอย่างนั้นแหละ >.<
 
 
ส่วนนี่ก็เป็นภาพบรรยากาศภายในงานด้านหน้าเวทีค่ะ
มีการแสดง ร้องเพลง สลับผลัดเปลี่ยนกันไป
ฟังได้เพลินๆ เดินฟังแล้วช้อปไปด้วย หรือจะนั่งฟังตรงนั้นก็ดีค่ะ
จริงๆ แล้วถ้าถ่ายมุมกว้างกว่านี้จะเห็นว่า มีแคร่ไม้ไผ่วางอยู่ด้วยค่ะ
ให้บรรยากาศที่ติดดินแบบไทยๆ เหมือนเป็นกันเองเลยค่ะ
 
แต่ที่บอกว่าวัยรุ่นไทยอย่างเราๆ ควรไปก็เพราะว่า
งานนี้เป็นงานของคนไทย สินค้าก็เป็นอะไรที่ไทยๆ
งานสาน งานทอ อาหารพื้นเมือง หลายๆ อย่างในงานนี้แสดงถึงความดั้งเดิมของชาติเรา
เชื่อจริงๆ ค่ะ ว่าวัยรุ่นไทยสมัยนี้คงเหินห่างจากความเป็นไทยไปมาก
 
วัดจากตัวจขบ.เองนี่ล่ะค่ะ เดินอยู่ภายในงานวันนี้นั้น
รู้สึกว่าได้เห็นอะไรที่เราไม่เคยเห็น ได้รู้อะไรที่เราไม่เคยรู้ ได้ทานอะไรที่ไม่เคยทาน
 
ทั้งๆ ที่มันเป็นของไทยแท้ๆ เราเป็นเด็กไทยแท้ๆ
แต่กลับไม่ค่อยรู้จักสิ่งของที่สร้างรายได้ให้กับบ้านเรา 
วันนี้เกิดอาการ งง แล้วก็คิดว่า นี่ตรูเป็นคนไทยเปล่าเนี่ย = ="
 
คิดแบบนั้นไปหลายรอบมาก
เพราะเดินไปเจออะไรก็รู้สึกว่า "เออใช่หนูเคยเห็นแต่นานมากแล้ววว"
"เออใช่ หนูเคยเห็นตามเน็ต ในโทรทัศน์ หรือในหนังสือ แต่ไม่เคยเห็นของจริงๆ เลยอะ"
พี่สาวก็หัวเราะ คงจะดีใจที่ได้พาเรามางานนี้ 5555 >///<"
 
ตัวของจขบ.เองก็รู้สึกดีที่ได้มางานนี้
และได้กลับมาเขียนอัพบล็อกแบ่งปันเรื่องราวในครั้งนี้ด้วย
ต้องขอบคุณมากนะคะ ที่แวะเข้ามาอ่าน ทั้งคนที่ตั้งใจ และคนที่บังเอิญหลงมา 5555+
ขอบพระคุณค่ะ *กราบงามๆ* ^^